กีฬา

โมดริช กับบทบาทตัวสำรอง

     หลังจากที่คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมโกลเด้น บอลในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งน่าจะเป็นจุดสูงสุดของอาชีพการค้าแข้งของลูก้า โมดริช กองกลางห้องเครื่องทีมชาติโครเอเชียวัย 32 ปีของสโมสรเรอัล มาดริดแล้ว ซึ่งหลังจากได้พักหลังจบศึกฟุตบอลโลกมา อดีตดาวเตะของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ก็ต้องเข้ามาฝึกซ้อม และปรับตัวกับกุนซือใหม่อย่างจูเลน โลเปเตกี อดีตกุนซือทีมชาติสเปน ที่เข้ามารับงานในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงที่โมดริชเริ่มกลับมาซ้อมกับทีมนั้นก็มีข่าวลือเล็ดลอดออกมาตลอดว่าเขาต้องการที่จะย้ายออกจากถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบวในฤดูกาลนี้ หลังจากที่ประสบความสำเร็จมาอย่างเต็มอิ่มแล้ว กับ 6 ฤดูกาลที่ผ่านมาในเมืองหลวงของประเทศสเปน ซึ่งเขาได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกไปถึง 4 สมัยเลยทีเดียว

โดยจุดมุ่งหมายที่โมดริชต้องการย้ายทีมก็คือเขาอยากที่จะย้ายไปค้าแข้งในอิตาลี โดยเฉพาะกับอินเตอร์ มิลาน ที่มีนักเตะเพื่อนร่วมชาติค้าแข้งอยู่หลายราย ทั้งอีวาน เปริซิช มาร์เซโล่ โบรโซวิช และรวมถึงซิเม่ เวอร์ซัลจ์โก้ แบ็คขวารายล่าสุดที่ยืมตัวมาจากแอตเลติโก มาดริดด้วย ทำให้เขาอยากย้ายไปค้าแข้งกับรุ่นน้องในทีมชาติด้วย แต่ติดปัญหาตรงที่ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรของทีมได้ออกมาประกาศว่าถ้าอยากจะได้ตัวลูก้า โมดริช ทีม “งูใหญ่” จะต้องยอมทุ่มจ่ายค่าฉีกสัญญานักเตะมูลค่าเกือบ 800 ล้านยูโรเท่านั้น ซึ่งในทีมเรอัล มาดริดก็เคยมีรุ่นน้องร่วมชาติอย่างมาเตโอ โควาซิช กองกลางที่ถูกปล่อยไปให้กับเชลซียืมตัวใช้งานจนจบฤดูกาลแล้ว ทำให้เจ้าตัวต้องการย้ายออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ทันที ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลเพราะเรอัล มาดริดไม่มีคริสเตียโน่ โรนัลโด้ เพื่อนของเขาอยู่ในทีมแล้วด้วยก็ได้ รวมถึงการที่เขาอาจจะต้องมารับบทเป็นตัวสำรองในฤดูกาลนี้ด้วย เนื่องจากอดีตกุนซือของเอฟซี ปอร์โต้นั้นมีแผนประจำตัวคือระบบ 4-2-3-1 ทำให้เขาจะเลือกคาเซมิโร่ กับโทนี่ โครสส์ ยืนเป็นกองกลางตัวจริง และทำให้ลูก้า โมดริชต้องตกเป็นตัวสำรอง ซึ่งมันเกิดขึ้นมาแล้วใน 3 นัดอย่างเป็นทางการของทีม “ราชันย์ชุดขาว” ในฤดูกาลนี้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมากทีเดียว เมื่อนักเตะที่พึ่งคว้ารางวัลลูกบอลทองคำ ซึ่งหมายความว่าเขาเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลกที่ผ่านมาจะต้องกลายมาเป็นตัวสำรองให้กับเรอัล มาดริดในฤดูกาลนี้