กีฬา

“หงส์” กับฟอร์มที่เริ่มแผ่ว

    หลังจากออกสตาร์ตด้วยการเปิดรังแอนฟิลด์ถล่มเวสต์แฮม ยูไนเต็ดของมานูเอล เปเญกรินี่ได้อย่างสวยหรู 4-0 ดูเหมือนว่า 3 นัดต่อจากนั้นมาลิเวอร์พูลของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ ดูเหมือนว่าจะมีฟอร์มที่ค่อยๆดร็อปลง และแผ่วลงไปจากนัดแรกทีละเล็กละน้อยแล้ว โดยไล่มาตั้งแต่นัดที่ 2 ที่พวกเขาบุกไปเยือนเซลเฮิร์สต์ พาร์คของคริสตัล พาเลซ ที่สุดท้ายพวกเขาจะเป็นฝ่ายเอาชนะได้ 2-0 ก็ตาม แต่รายละเอียดของเกมถือว่าคริสตัล พาเลซทำได้ดีทีเดียว และมีช่วงบุกเข้าใส่ลิเวอร์พูลในช่วงท้ายเกมได้ด้วย โดยลิเวอร์พูลมาได้จุดโทษในจังหวะที่อาลี ซิสโซโก้ อดีตกองหลังของลิเวอร์พูลไปสกัดโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ในเขตโทษ ทำให้เจมส์ มิลเนอร์รับหน้าที่สังหารให้ลิเวอร์พูลออกนำ 1-0 และหลังจากนั้นมาทีม “หงส์แดง” แทบจะไม่มีโอกาสใกล้เคียงกับการทำประตูทิ้งห่างอีกเลย ละโดนเจ้าถิ่นบุกใส่อยู่ตลอดด้วย แต่ในช่วงท้ายเกมพวกเขาก็มาปิดเกมหนีเป็น 2-0 ได้สำเร็จ จากจังหวะสวนกลับที่ซาดิโอ มาเน่ กระชากไปกว่าครึ่งสนาม ก่อนจะเลี้ยงหลบประตูแล้วยิงเข้าไป

เกมต่อมาคือการที่ลิเวอร์พูลเล่นในบ้านพบกับไบรท์ตันที่ทุกคนต่างมองว่านัดนี้ไบรท์ตันเละแน่ ถึงแม้ว่าตอนนั้นพวกเขาพึ่งจะเอาชนะแมนเชสแตอร์ ยูไนเต็ดมาได้ 3-2 ก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วลิเวอร์พูลก็ต้องพบกับเกมที่ยากอีกครั้ง เมื่อทีมเยือนมาเล่นเน้นเกมรับ แล้วรอจังหวะสวนกลับ แต่ลิเวอร์พูลก็ยังสามารถเอาชนะไปได้ 1-0 จากประตูชัยของโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ซึ่งช่วงท้ายเกมไบรท์ตันมีโอกาสตีเสมอด้วย แต่ลูกโหม่งของปาสกาล กรอสส์ ดันไปถูกอลิสซง เบ็คเกอร์เซฟออกมาได้เสียก่อน

ส่วนนัดล่าสุดคือนัดที่ลิเวอร์พูลต้องบุกไปเยือนเลสเตอร์ ซิตี้ที่คิง พาเวอร์ สตเดี้ยม ซึ่งสุดท้ายแล้วถึงแม้ว่าลิเวอร์พูลจะเอาตัวรอดชนะไปได้สำเร็จ 2-1 แต่พวกเขาก็เสียประตูแรกในฤดูกาลนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้เป็นทีมเดียวในพรีเมียร์ลีกที่ไม่เสียประตูเลยในช่วง 3 นัดแรกของฤดูกาล ซึ่งช่วงครึ่งหลังที่ลิเวอร์พูลนำอยู่ 2-0 เลสเตอร์ บุกเข้าใส่ลิเวอร์พูลได้ตลอดเลยด้วย ซึ่งถือว่าทรงเกมของลิเวอร์พูลเริ่มมีเสียศูนย์ให้เห็นบ้างแล้วในช่วง 2-3 นัดที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นโชคดีที่มีช่วงหยุดพักให้คิวกับทีมชาติได้เตะกัน 2 สัปดาห์ ทำให้ลิเวอร์พูลจะได้กลับมาตั้งลำกันใหม่ในช่วงกลางเดือนกันยายนนี้